knowledge

!!welcome welcome!!

posted on 30 Jul 2009 20:27 by momozeed  in knowledge

 

welcome

 

 

cartoon

  

 

ก่อนอื่นก็ต้องขอพูดคำว่า  สวัสดีค่ะเพื่อนๆๆๆๆทุกคนที่เข้าเยี่ยมชมในบล็อกของแป้งนะคะ

หวังว่าเพื่อนทุกคนคงอาจจะได้รับความรู้เรื่องที่แป้งทำนี้บ้างนะคะ

อาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะคะเพราะว่าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก

แล้วเพื่อนๆคนไหนที่เข้ามาชมแล้วก็อย่าลืมเม้นให้กันเยอะๆนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

 

 

happy happy

 

comment

โรคตา

posted on 26 Jul 2009 13:42 by momozeed  in knowledge

 

 

eye

คนที่มองเห็นเป็นปกติ เมื่อเกิดมาตาจะเจริญแล้ว 8 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์จะเจริญเพิ่มเมื่อถึงวัยหนุ่มสาวและจะค่อยๆเสื่อมลงเมื่อถึงวัยสูงอายุ  ความผิดปกติของตาในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้นอวัยวะของตาจะค่อยๆเสื่อมลงสายตาจะมัวลงแต่ไม่ถึงกับบอด ความเปลี่ยน
แปลงที่เริ่มปรากฏจากภายนอก พบว่า
-ลูกตาจะลึกลงเพราะไขมันหมดไป
-หนังตาบนตกลงมา เกิดจากกล้ามเนื้อตาลีบ ไม่มีความยืดหยุ่นของหนังตา
-บางรายมีหนังตางอเข้า เพราะกล้ามเนื้อตาเกร็งแข็ง ทำให้ขนตางอนเข้าไปเขี่ยกระจกตาขุ่นเป็นแผล
-บางรายมีจุดเหลืองรอบตาเพราะความเสื่อมของลูกตา
-ผู้ที่ตาแฉะเป็นประจำ เกิดจากระบบท่อน้ำตาอุดตัน
-จุดขาวที่เกิดขึ้นบริเวณข้างตาดำด้านหัวตาหรือหางตาทำให้น้ำตาไหล เรียกว่าต้อลม เกิดจากความเสื่อมของลูกตา
-มีวงขาวรอบกระจกตาเนื่องจากกระจกตาเสื่อม การรับแสงและความรู้สึกจะเสียไป สายตาจะมัวลง ขอบเขตของการมองเห็นจะ
แคบเข้า
เมื่อสายตาเสื่อมต้องใส่แว่นช่วยสำหรับมองวัตถุระยะใกล้หรืออ่านหนังสือ การเสื่อมเกิดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว
เมื่อขณะอยู่ในวัยหนุ่มสาวมีการถนอมสายตาไว้มากแค่ไหน
-------------------------------------------------
********วิธีปฏิบัติตัวป้องกันไม่ให้ตาเสื่อมเร็ว**********
1.ไม่อยู่ในที่มีแสงสว่างมาก เช่น ถ้าแสงแดดจ้าควรใส่แว่นกันแดด
2.รับประทานอาหารตามหลักที่นักโภชนาการวางไว้ การขาดวิตามินเอ ขาดโปรตีน ทำให้ตาเสื่อมเร็ว
3.ระวังอย่าให้แสงแดดหรือแสงเชื่อมโลหะเข้าตาต้องไส่แว่นกันแสง
4.การดูทีวีต้องนั่งห่างระยะ 5 เท่าของขนาดจอโทรทัศน์จึงจะไม่เกิดอันตราย เพราะภาพจะตกที่จอรับภาพพอดีโดยไม่ต้องเพ่ง
ถ้าดูใกล้กว่านี้ต้องเพ่งสายตามาก เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสายตาสั้นในเด็ก
5.ผู้สูงอายุควรใช้แว่นตาช่วยในการอ่านหนังสือระยะใกล้ มิฉะนั้นจะมีอาการปวดตา และปวดศีรษะเพราะเพ่งสายตามาก
------------------------------------------------------
*********โรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุมีดังนี้************
1.ต้อกระจก เป็นโรคที่พบมากที่สุด
2.ต้อหิน
3.มะเร็ง
4.การผิดปกติของตาที่เกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
5.ประสาทตาเสื่อม

 จอประสาทตาเสื่อม 

       จอประสาทตา  คือ เนื้อเยื้อพิเศษที่ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ และรับแสงอยู่ที่ผนังชั้นในสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับภาพเป็นล้าน ๆ ตัว เพื่อทำหน้าที่รับภาพแล้วส่งภาพผ่านเส้นประสาทตาเข้าไปยังสมอง โดยปกติแล้วจอประสาทตาทำหน้าที่รับภาพได้ดี แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น เช่นมากกว่า 50 ปีขึ้น ไป เซลล์รับภาพจะเริ่มเสื่อมหรือถูกทำลายไปเองโดยเฉพาะกลุ่มเซลล์รับภาพตรงศูนย์กลางจอประสาทตา ทำให้เกิดอาการมองภาพไม่ชัด เห็นภาพบิดเบี้ยวไป หรือมีเงาดำ จุดดำ อยู่ตรงกลางภาพ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคนี้มีอะไรบ้าง? พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมีดังนี้  

1.            มีอายุมาก

2.           การสูบบุหรี่

3.           มีโรคความดันโลหิตสูง

 4.           มีโรคเบาหวาน

5.           มีภาวะโคเรสเตอรอลสูง

6.           มีกรรมพันธ์คือมีประวัติของบุคคลในครอบครัวเคยเป็น    

  มีวิธีสังเกตอาการตนเองว่าอาจเป็นโรคนี้ทำอย่างไร?                     

         จักษุแพทย์แนะนำให้ปิดตาทีละข้างแล้วใช้อีกข้างมองภาพวัตถุหรือเส้นตรงแล้วเห็นเป็นเส้นคดหรือมีเงาดำบดบังตรงกลาง ก็แสดงว่า ตาข้างนั้นอาจมีโรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว 

  เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุมากแล้วมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร        

             การดูแลรักษาจอประสาทเสื่อมควรทำโดยจักษุแพทย์ โดยจุดประสงค์การรักษาคือ การยับยั้ง หรือชะลอการสูญเสียสายตา ยืดอายุการใช้งานสายตาไปให้นานที่สุด เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีการรักษาในปัจจุบันมี 2-3 วิธีคือ การใช้แสงเลเซอร์ที่เกิดความร้อน การฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำร่วมกับการใช้แสงเลเซอร์ที่ไม่เกิดความร้อน และการผ่าตัดจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้แนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้แก่ท่าน ข้อสำคัญคือการหมั่นสังเกตตัวเองและไปตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ หากอายุมากกว่า 60 ปีควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อเกิดโรคนี้ขึ้น จะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที

·         ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กับอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับดวงตาอาจนำพาไปสู่อันตรายขั้นร้ายแรงที่คุณคาดไม่ถึง       

    เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับดวงตา อาจไม่ใช่เพียงแค่โรคตา แต่เป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง ภาวะโคเลสเตอรอลสูง อายุที่มากขึ้น จากพันธุกรรม รวมถึงเกิดจากอุบัติเหตุหากพบมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที

โรคหลอดเลือดสมอง

posted on 26 Jul 2009 13:41 by momozeed  in knowledge

โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง ประชาชนทั่วไปมักเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาตโรคนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ
1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน อาจเกิดจากการตีบตันที่หลอดเลือดสมองเอง หรือเกิดจากการมีลิ่มเลือดหลุดจากที่อื่น เช่น จากหัวใจและจากหลอดเลือดที่บริเวณคอมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือด

โรคหลอดเลือดสมองแตก

เกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่ง และทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ เกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
1. หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมัน และหินปูนมาจับ พบได้ทั้งในหลอดเลือดสมองเอง และหลอดเลือดใหญ่ที่คอมักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่สูบบุหรี่
2. โรคหัวใจที่มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง เช่น โรคลิ่มหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
3. หลอดเลือดสมองอักเสบ
4. โรคเลือดบางชนิด

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก
1. โรคความดันโลหิตสูง
2. หลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด


อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทุกระบบ เช่น การเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่างๆเป็นต้นสมองในตำแหน่งต่างๆทำหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นอาการของโรคหลอดเลือดสมองจึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรคหากสมองส่วนใดสูญเสียการทำงานไป ก็จะเกิดอาการผิดปกติของร่างกายในระบบที่สมองบริเวณนั้นควบคุมอยู่อาการมักเกิดอย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใด เนื่องจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงทันที แต่ในบางครั้งอาจมีอาการแบบเป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาอันสั้น
อาการที่พบบ่อย คือ
1. อ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก
2. ชาครึ่งซีก
3. เวียนศีรษะ ร่วมกับเดินเซ
4. ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
5. พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง
6. ปวดศีรษะ อาเจียน
7. ซึม ไม่รู้สึกตัว
อาการเตือน
อาการดังกล่าวข้างต้น หากเกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ท่านควรไปพบแพทย์ด่วน
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงหลัก
1. โรคความดันโลหิตสูง
2. โรคเบาหวาน
3. การสูบบุหรี่
4. โรคหัวใจ
5. สูงอายุ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
1. แอลกอฮอล์
2. ไขมันในเลือดสูง
3. ขาดการออกกำลังกาย

การป้องกันโรค
1. ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง
2. งดสูบบุหรี่
3. ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5. งดอาหารรสเค็มและไขมันสูง
6. ควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ

 

ขอบคุณ   http://www.dmc.tv/forum/index