โรคอ้วน

posted on 26 Jul 2009 13:41 by momozeed  in knowledge

 

โรคอ้วน  (obesity)

 

โรคอ้วน คือ อะไร ?
ความอ้วนในที่นี้หมายถึง ความอ้วนที่มากเกินไป มีน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่อ้วนกำลังดี อ้วนพองามหรือกำลังสวย คำว่า อ้วนตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง มีเนื้อและไขมันมาก โต อวบ ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่น่าปรารถนาของคนทั่ว ๆ ไป ถ้าคุณถูกทักว่า ดูคุณอ้วนขึ้นนะ ทำไมเดี๋ยวนี้อ้วนจังคุณก็คงไม่ค่อยจะพอใจนัก  คนอ้วนหรือคนที่เป็นโรคอ้วนนั้น หมายถึง ผู้ที่มีปริมาณไขมันอยู่ในร่างกายมากกว่าเกณฑ์
ปกติ ซึ่งตามหลักสากลกำหนดว่า 
ผู้ชาย ไม่ควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกินกว่า ร้อยละ 12 – 15 ของน้ำหนักตัว
ผู้หญิง ไม่ควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกินกว่า ร้อยละ 18 – 20 ของน้ำหนักตัว
ซึ่งในการตรวจหาปริมาณไขมันนี้ต้องทำในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากอยู่ไม่น้อย
ทีเดียว

โรคอ้วน หมายถึง สภาวะที่ร่างกายเรามีไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ มากเกินไปนั่นเองจะทราบได้อย่างไรว่า ท่านอ้วนเกินไปหรือไม่ แต่ก่อนเราใช้วิธีง่ายๆเช่น การเอาส่วนสูงเป็นเซนติเมตรลบด้วย 110 ในผู้หญิง จะได้น้ำหนักที่เหมาะสม แต่วิธีนี้ยังไม่ละเอียดเท่าที่ควร ปัจจุบันเราวัดค่าที่เรียกว่า "ดรรชนีมวลของร่างกาย" หรือ Body Mass Index เรียกย่อ ๆ ว่า "BMI" ค่า BMI นี้จะได้จาก      BMI  =   น้ำหนัก(กก.) / ส่วนสูง (ม.)²

 

เช่น ผู้หญิงสูง 160 ซ.ม. หนัก 50 ก.ก. จะมีBMI = 50 ก.ก. / 1.6 เมตร = 19.5 ก.ก./เมตร

จากค่าที่เราจะนำมาเทียบกับมาตราฐาน เข่น ผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 20- 29 ปี ควรมี BMI 18 - 21 กก./เมตร ถ้ามากกว่านี้ถือว่าเริ่มอ้วนแล้ว และถ้าต่ำกว่า 18 ก็จะผอมมากเกินไป (ถ้าคุณไม่ใช่นางแบบ) ในขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้นBMI ก็จะสูงตามไปด้วย (ในผู้หญิงอายุ 40-49 ปี อาจมี BMI ได้ตั้งแต่ 19-23 กก./เมตร) เป็นต้นนอกจากนี้ยังวัดได้จากชั้นไขมันใต้ผิวหนังในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  และนำมาคำนวณหาค่าร้อยละของไขมันทั้งหมดในร่างกาย (Body Fat Percentage) ซึ่งจะบอกปริมาณการสะสมของไขมันได้ดียิ่งขึ้น
ความอ้วนเกิดจากอะไร แบ่งแบบง่าย ๆ ได้ 3 ข้อ

1. ความอ้วนที่เกิดจากสาเหตุภายนอก อันเนื่องมาจากตามใจปากมากเกินไป กินมากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารที่คุณกินเนื้อ ไขมัน หรือแป้ง สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมัน
พอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

2. ความอ้วนที่มาจากสาเหตุภายใน พบได้จากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง

3. อ้วนเพราะกรรมพันธุ์ในหญิงหรือในชายแล้วใครจะอ้วนกว่าใคร ?

จากการสำรวจโดยทั่วไปผู้หญิงมักอ้วนมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงกินเก่งกว่า แต่ออกกำลังน้อยกว่า 
สรุปแล้วผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย 4 : 1  หญิงและชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักจะอ้วนง่ายเพราะ
คนวัยนี้ยังอยู่ในวัยทำงานมาก กินมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังงานที่ถูกใช้ไป แต่ออกำลังน้อยลง นี่ก็เป็นสาเหตุทำให้อ้วนง่ายมากคนมีสุขภาพจิตดี มักมีรูปร่างสมส่วนแข็งแรง บางคนสุขภาพจิตไม่ดี อารมณ์เครียดประจำทำให้เกิดความท้อถอย เบื่อหน่าย ขี้เกียจออกกำลังโรคอ้วนก็จะตามมาสาวน้อยคนที่ชอบหม่ำ ชอบตามใจปากทั้งหลาย จะหม่ำอะไรก็ได้แต่อย่าลืมออกกำลังกายด้วย ไขมันจะได้ไม่ไปพอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

สาเหตุที่ทำให้อ้วน 
1.
กรรมพันธุ์ 
ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งสองคนลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วนลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 40 แต่คุณไม่ควรจะวิตกกังวลจนเกินเหตุไม่ใช่ว่าคุณจะหมดโอกาสผอมหรือหุ่นดีเหมือนคนอื่น 

2. นิสัยในการรับประทานอาหาร 
คนที่มีนิสัยการรับประทานที่ไม่ดี ที่เรียกว่ากินจุบกินจิบไม่เป็นเวลาก็ทำให้อ้วนได 

3. ขาดการออกกำลังกาย 
ถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ แต่ได้ออกกำลังกาย บ้างก็อาจทำให้อ้วนช้าลง แต่หลายท่านที่รับประทานพอดีหรือมากกว่าความต้องการของร่างกายแล้วนั่ง ๆ นอน ๆ โดยไม่ได้ยืดเส้นยืดสายออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมใด ๆ ในไม่ช้าจะเกิดการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย 

4. จิตใจและอารมณ์ 
มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่การรับประทานอาหารนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ เช่น การรับประทานอาหาร
เพื่อดับความโกรธ ความคับแค้นใจ กลุ้มใจ กังวลใจหรือดีใจ บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่าอาหารทำให้จิตใสงบ 
จึงหันมายึดเอาอาหารไว้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจ ตรงกันข้ามกับบางคนกลุ้มใจเสียใจก็รับประทานอาหารไม่ได้ถ้าในระยะเวลานาน ๆ ก็มีผลทำให้ขาดอาหาร เป็นต้น 

5. ความไม่สมดุลระหว่างความรู้สึกอิ่มกับความหิวหรือความอยากอาหาร 
เมื่อใดที่ความอยากเพิ่มขึ้นเมื่อนั้นการบริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้นที่เรียกว่า กินจุในที่สุดก็จะทำให้อ้วน 

6. เพศ 
เพศหญิงมักมีโอกาสอ้วนได้ง่ายกว่าเพศชาย เพราะโดยธรรมชาติมักสรรหาอาหารมารับประทานกันได้
ตลอดเวลา อีกทั้งเพศหญิงจะต้องตั้งครรภ์ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะต้องรับประทานอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ และหลังจากคลอดบุตรแล้วก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงมาให้เท่ากับ เมื่อก่อนตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ในขณะตั้งครรภ์นั้นมักจะรับประทานอาหารในประมาณที่มาก ทำให้ติดเป็นนิสัยจึงทำให้น้ำหนักยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

7. อายุ 
เมื่อมีอายุมากขึ้นก็มีโอกาสอ้วนง่ายขึ้นทั้งเพศชายและเพศหญิง ซึ่งอาจเนื่องมาจากการใช้พลังงานน้อยลง 

8. กระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกาย 
อัตราการเปลี่ยนแปลงทางเคมีภายในร่างกาย คือ อัตราความสามารถในการใช้พลังงานของร่างกายจะค่อย ๆลดลงตามอายุ นอกจากนี้อัตราการเผาผลาญยังขึ้นอยู่กับเพศ รูปร่าง กรรมพันธุ์และวิธีการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย 

9. ยา 
ผู้ป่วยบางโรค จะได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็ทำให้อ้วนได้ และในเพศหญิงที่ฉีดยาหรือ
รับประทานยาคุม กำเนิดก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน 


อันตรายจากความอ้วน
ความอ้วน ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความไม่สวยงามเท่านั้น ยังเป็นเสมือนมะเร็งเนื้อร้ายที่เกาะกิน ทำลายจิตใจของของเจ้าของเรือนร่าง อีกด้วย    ทั้งนี้จากการศึกษาทางการแพทย์เราพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตราฐานมักจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง แม้จะประสบความสำเร็จในด้านอื่นๆก็ตาม ผู้ที่น้ำหนักเกินมาตราฐานจะเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนัก อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแน่นอนผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีอายุสั้นกว่าอายุเฉลี่ยของคนทั่ว ๆ ไป 

 

ขอบคุณ  www.thailabonline.com

โรคเก๊าท์

posted on 26 Jul 2009 13:40 by momozeed  in knowledge

โรคเก๊าท์  
        

gout

         "โรคเก๊าท์" เป็นอาการผิดปกติของร่างกายอันเนื่องมาจากการกินชนิดอิ่มหมีพีมันเกินไป กินดีอยู่ดีเกินไป และไม่ค่อยไม่ออกกำลังกาย ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ชายในวัยประมาณ 40 ปี แต่ถ้าเกิดในผู้หญิงมักจะพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้ว

สาเหตุของโรค

        เกิดจากกระบวนการใช้ และขับถ่ายสารพวกพิวรีนของร่างกายผิดปกติไป พิวรีนเป็นธาตุอาหารที่พบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์ (ตับ,เซี่ยงจี้) เป็นต้น ซึ่งจะถูกย่อยจนกลายเป็นกรดยูริค และจะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการสร้างขึ้นพอดี สำหรับบางรายที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้า หรือเร็วก็ตามจะทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บปวดอย่างรุนแรงในข้อกระดูกหรือรอบ ๆ ข้อกระดูก โรคนี้สามารถถ่ายทอดกันได้ทางกรรมพันธุ์

อาการของโรค

        มีอาการปวด บวม แดง ร้อนตามข้อ และเจ็บ อาจรุนแรงจนถึงกับเดินไม่ได้ก็มี อาการนี้จะเป็น ๆ หาย ๆ จะทิ้งช่วงระยะเวลาเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ ซึ่งอาการปวดอาจจะเป็นข้อเดียวหรือหลายข้อพร้อมกันก็ได้ ข้อที่เป็นบ่อย เช่น ข้อเท้า ข้อหัวแม่เท้าหรือหัวข้อเข่า นอกจากอาการปวดตามข้อแล้วอาจมีอาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน

การรักษา

         โรคนี้เป็นแล้วโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้มีน้อย ต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม วิธีที่จะช่วยได้ดีที่สุด คือ พยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ และทานยาตามที่แพทย์สั่ง

ข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

          เป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อยที่ท่านสามารถจะอยู่เป็นปกติสุขได้ ถ้าเพียงแต่ท่านจะปฏิบัติตนกลาง ๆ อย่างพอสัณฐานประมาณ เพื่อบรรเทา และควบคุมอาการของโรคเก๊าท์ ท่านควรปฏิบัติตน ดังนี้
รับประทานอาหารตามปกติ และให้ร่างกายได้รับคุณค่าอาหารที่เพียงพอ ไม่ควรรับประทานมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ควรรับประทานชนิดของอาหารตามที่แพทย์สั่งห้าม นอนหลับให้เพียงพอ การที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดฉับพลันได้ง่าย สวมรองเท้าขนาดพอเหมาะ ความชอกช้ำที่ร่างกายได้รับ เช่น จากการสวมรองเท้าที่คับเกินไป จะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้ ควบคุมน้ำหนักของร่างกาย การที่น้ำหนักตัวมากเกินไปหรืออ้วนเกินไปจะทำให้การรักษาโรคเก๊าท์ยุ่งยากซับซ้อน และอาจทำให้อาการโรครุนแรงยิ่งขึ้น ควรดื่มน้ำมาก ๆ ผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์มักจะมีก้อนนิ่วเกิดขึ้นในไตได้ง่าย การดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (ประมาณ 2 ลิตร) จะช่วยได้มากในเรื่องนี้ ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเมื่อจะเดินทางไกล ควรนำยาติดตัวไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงจากปัญหายาหมด ควรแจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบว่าท่านเป็นโรคเก๊าท์ ในกรณีที่ท่านจะได้รับการผ่าตัด แม้การผ่าตัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้ จึงควรแจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบก่อนทำการผ่าตัด เพื่อศัลยแพทย์จะได้หามาตรการบางอย่างเพื่อปฏิบัติต่อไป

ข้อพึงงดเว้น

          อย่าเอาความวิตกกังวลไปเป็นเพื่อนนอน เพราะความวิตกกังวลจะทำให้เกิดอาการโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้ อย่างออกกำลังกายหักโหม ควรปฏิบัติหน้าที่การงานหาความเพลิดเพลิน และออกกำลังกายตามที่ท่านเคยปฏิบัติมา แต่อย่าให้มากเกินไป อย่าปล่อยให้ร่างกายได้รับความเย็นมากเกินไป ผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์มักทนต่อความเย็นไม่ค่อยได้ ฉะนั้น จึงควรใช้เครื่องนุ่งห่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายพอสมควรอย่างรับประทานยาอื่นใดนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง ก่อนที่จะปรึกษากับแพทย์ของท่าน เพราะยาบางอย่างอาจออกฤทธิ์ตรงข้ามกับฤทธิ์ของยารักษาโรคเก๊าท์ อย่าดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์มากจนเกินไป ปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคเก๊าท์ชนิดเฉียบพลันขึ้นได้ ขอให้ท่านปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

อาหารกับโรคเก๊าท์
          เป็นหลักที่ถือปฏิบัติกันทั่วไปว่าผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ควรหลีกเลี่ยงจากของรับประทานที่มีธาติอาหารพิวรีน (Purines) สูง อาหารพวกนี้ เช่น ตับอ่อน (Sweetbreads) ตับ เซี่ยงจี๊ ม้าม ลิ้น นอกเหนือไปจากนี้แล้วก็ไม่มีกฎตายตัวอะไรสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานได้เช่นปกติ แต่บางรายอาจต้องจำกัดการรับประทานพวกธาตุอาหารพิวรีนดังกล่าว ซึ่งก็สุดแต่แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ต้องการหรือต้องจำกัด หรือต้องงดอาหารประเภทใดบ้าง ก็ขอให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

อาหารที่ต้องงด

   พวกเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ตับอ่อน หัวใจ ไส้ สมอง เซ่งจี๊   กะปิ  ปลาซาดีน ปลาซาดีนกระป๋อง
   ไข่ปลา   น้ำซุบสกัดจากเนื้อสัตว์, น้ำเคี่ยวเนื้อ (Meat extracts)  น้ำเกรวี (Gravies)

อาหารที่ต้องลด (ต้องจำกัด)
   เนื้อสัตว์ (เหลือวันละมื้อ)
   ปลาทุกชนิด และอาหารทะเลอื่น ๆ เช่น กุ้ง หอย ปู (เหลือวันละมื้อ)
   เบียร์ และเหล้าต่าง ๆ
   ถั่วบางอย่าง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา
   ผักบางอย่าง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง, แอสพารากัส, กระหล่ำดอก, ฝักขม, เห็ด
   ข้าวโอ๊ต
   ข้าวสาลีที่ไม่ได้สีเอารำออก (Whole-wheat cereal)

อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ
   ข้าวต่าง ๆ (ยกเว้นข้าวโอ๊ต, ข้าวสาลีที่ไม่ได้สีเอารำออก)
   ผัก (ยกเว้นชนิดที่ระบุให้จำกัด)
   ผลไม้
   น้ำนม
   ไข่
   ขนมปังเสริมวิตามิน
   เนย และเนยเทียม
อาหารอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุให้งด หรือให้จำกัด
 

 

ขอขอบคุณ : www.thaiClinic.com

โรคปอดอักเสบ

posted on 26 Jul 2009 13:39 by momozeed  in knowledge
 
 
โรคปอดอักเสบ  (Pheumonia)

       

pheumonia 
         โรคปอดอักเสบ  หรือปอดบวม  หมายถึง  การอักเสบของปอดซึ่งถือเป็นภาวะร้ายแรงชนิดหนึ่ง  มักพบในผู้ที่ไม่แข็งแรง  หรือ  มีภูมิต้านทานโรคต่ำ  เช่น
  • เด็กคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กขาดสารอาหาร
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ป่วยโรคทางปอดเรื้องรัง  เช่น  หืด  หลอดลมอักเสบ  ถุงลมพอง
  • ผู้ที่รับประทานสเตียรอยด์เป็นประจำ
  • อาจพบเป็นโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ต่อมทอนซิลอักเสบ  หัด  อีสุกอีใส  และไอกรน  เป็นต้น
  • กลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่ใช้เข็มฉีดยาสกปรก  ก็มีโอกาสติดเชื้อกลายเป็นโรคปอดบวมชนิดร้ายแรง จากเชื้อ  เช่น  สแตฟฟีโลค็อกคัส  ได้
 

สาเหตุของโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ  เกิดจากสาเหตุของการที่มีเชื้อโรคหรือสารเคมีเข้าไปทำให้มีการอักเสบของปอด  เช่น  เชื้อแบคทีเรีย  ไวรัส  เชื้อรา  สารเคมี  และการติดเชื้อหรือรับเชื้อมาจากผู้ติดเชื้ออื่น ๆ สำหรับในกรณีของการติดเชื้อนั้น  ผู้ป่วยสามารถรับเชื้อมาได้จากวิธีการต่าง ๆ  คือ  การไอ  จาม  หรือหายใจรด  การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอดหรือการแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือดจากการฉีดยา  การให้น้ำเกลือและการอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น  เป็นต้น

อาการของโรคปอดอักเสบ         

       ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบมักจะมีอาการไข้สูงเกิดขึ้นทันที  ทั้งนี้  ในระยะแรกอาจจะมีกาการหนาวสั่น  จับไข้ตลอดเวลา  หายใจหอบ  อาจมีอาการไอแห้ง ๆ  แต่ไม่มีเสมหะ  ต่อมาเสลดจะขุ่นข้นออกเป็นสีเหลืองสีเขียว  สีสนิมเหล็กหรือมีเลือดปน          ในเด็กโตและผู้ใหญ่อาจมีอาการเจ็บแถวบริเวณหน้าอกเมื่อหายใจเข้าหรือเมื่อไอแรง ๆ  บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่  สีข้างหรือท้อง  ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้อง  ท้องอืด  ท้องเดิน  อาเจียน  กระสับกระส่ายหรือชักได้

 

สิ่งที่ตรวจพบในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ

 

  • หน้าแดง  ริมฝีปากแดง
  • ไข้สูง  39-40  องศาเซลเซียส
  • ลิ้นเป็นฝ้า
  • หายใจตื้นแต่ถี่ ๆ  โดยอาจมากกว่านาทีละ  40  ครั้ง
  • ซี่โครงบุ๋ม
  • รูจมูกบาน
  • ในกรณี่ที่มีอาการมาก  ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเขียว  ริมฝีปากเขียว  ลิ้นเขียว  และเล็บเขียว
  • เมื่อใช้เครื่องฟังตรวจปอดอาจมีเสียวหายใจค่อย  หรือมีเสียงกรอบแกรบ  ซึ่งมักจะได้ยินตรงใต้สะบักทั้งสองข้าง
  • ในบางรายอาจพบถาวะขาดน้ำร่วมด้วย
อาการแทรกซ้อน
  • ฝีในปาก
  • มีหนองในช่องหุ้มปอด
  • หลอดลมพอง
  • ปอดแฟบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • เยื่อบุช่องท้องอักเสบ
  • ข้ออักบเสบเฉียบพลัน
  • โลหิตเป็นพิษ
  • ภาวะขาดน้ำและออกซิเจน  ซึ่งหากพบในเด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจทำให้เสียชีวิต

การรักษาโรคปอดอักเสบ          ในรายที่พึ่งเริ่มเป็น  แต่ยังไม่มีอาการหอบ  แพทย์อาจแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ  และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง  แล้วให้ยาลดไข้  ยาปฏิชีวนะและยาขับเสมหะในกรณีที่มีอาการไอแบบมีเสลด  ทั้งนี้หากอาการดีขึ้นภายใน  3  วัน  แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก  1  สัปดาห์          ในผู้ที่มีอาการหอบร่วมด้วย  หรือสงสับว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ  แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะและอาจต้องให้น้ำเกลือหากพบถ้ามีภาวะขาดน้ำ  ทั้งนี้แพทย์จะทำการตรวจโดยการเอกซเรย์ปอด  ตรวจเสมหะหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ  หรือเจาะเลือดไปเพราะเชื้อ และให้การรักษาโดยให้ออกซิเจนน้ำเกลือและยาปฏิชีวนะ  ตามแต่ชนิดของเชื้อที่พบ 

 

ขอขอบคุณ : thaicare.co.cc